ค่าเงินบาทวันนี้ 24 เม.ย. 69 อ่อนค่าแตะ 32.65 รับดอลลาร์แข็งและน้ำมันพุ่ง

ค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.35-32.65 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าตามทิศทางดอลลาร์และราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งสูงจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้มีการเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว โดยกลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB FM) ประเมินสถานการณ์ว่าได้รับแรงกดดันหลักจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะความผันผวนในตลาดพลังงานโลกและตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่งเกินคาด ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมาเป็นสินทรัพย์ที่ตลาดต้องการอีกครั้ง

วิเคราะห์ปัจจัยกดดันค่าเงินบาทและเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์ค่าเงินบาทที่ผันผวนในขณะนี้เป็นผลมาจากปัจจัยลบหลายด้านที่เข้ามากระทบพร้อมกัน ส่งผลให้เงินทุนไหลออกและสกุลเงินในภูมิภาคอ่อนค่าลง ดังนี้

  • ราคาน้ำมันพุ่งสูง: ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังยืดเยื้อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย
  • เศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่ง: ดัชนี PMI รวมภาคการผลิตและบริการของสหรัฐฯ เดือน เม.ย. ออกมาที่ 52.0 ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ สะท้อนความต้องการใช้จ่ายที่ยังดี แต่อัตราเงินเฟ้อฝั่งราคาก็เร่งตัวขึ้นตามไปด้วย
  • ฝั่งยุโรปยังน่ากังวล: ดัชนี PMI ของยุโรปอยู่ที่ 48.6 ซึ่งต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนภาวะเศรษฐกิจหดตัวแต่ยังต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อสูง (Stagflation)
  • สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์: แม้จะมีข่าวการขยายเวลาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอนออกไปอีก 3 สัปดาห์ตามการระบุของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ แต่ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหลักที่หนุนให้ดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่า

แนวโน้มในระยะสั้นนี้ ค่าเงินบาทยังคงมีความเสี่ยงที่จะทดสอบระดับแนวต้านด้านบนหากดอลลาร์ยังไม่หยุดแข็งค่า นักลงทุนจึงควรติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ และสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด เพราะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและค่าเงินบาทโดยตรง


สรุป

สรุปกรอบค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวที่ 32.35-32.65 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีปัจจัยลบจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเป็นตัวฉุดรั้ง สำหรับผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกควรบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างระมัดระวังในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์สูงเช่นนี้

เติมน้ำมันอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด? เทคนิคประหยัดน้ำมันที่หลายคนมองข้าม

บอกเทคนิค เคล็กลับ เติมน้ำมันอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด? เทคนิคประหยัดน้ำมันที่หลายคนมองข้าม

เคล็ดลับการเติมน้ำมันให้คุ้มค่า

  • เติมน้ำมันช่วงที่ราคานิ่ง: ปกติราคาน้ำมันมักปรับขึ้นวันพฤหัสบดีหรือตามประกาศของภาครัฐ ควรเติมก่อนช่วงนี้
  • เติมน้ำมันเมื่อเหลือ 1/4 ถัง: เพื่อช่วยลดภาระปั๊มติ๊ก และให้ระบบจ่ายน้ำมันทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
  • เลือกน้ำมันให้เหมาะกับรถ: หากรถรองรับน้ำมัน E20 หรือ E85 อาจช่วยลดต้นทุนได้

เทคนิคขับขี่ช่วยประหยัดน้ำมัน

  • ขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ 60-90 กม./ชม. ลดการเร่ง-เบรกแรง ๆ
  • หมั่นตรวจเช็กลมยางให้เหมาะสม ลดแรงต้านของถนน
  • หลีกเลี่ยงการบรรทุกของหนักโดยไม่จำเป็น

“ผักชี” กับ “ขึ้นฉ่าย” ต่างกันยังไง?

ผักชี และ ขึ้นฉ่าย แม้จะดูคล้ายกัน แต่มีความแตกต่างทั้งลักษณะ รสชาติ และสรรพคุณ ดังนี้

ลักษณะ

  • ผักชี:
    • ใบประกอบแบบขนนก ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเป็นแฉกตื้น
    • ก้านใบกลวง สีเขียวอ่อน
    • ลำต้นมีร่อง
    • ดอกสีขาว
    • ผลมีขนาดเล็ก สีน้ำตาล
  • ขึ้นฉ่าย:
    • ใบประกอบแบบขนนก ออกตรงข้ามกัน
    • ใบย่อยมีลักษณะเป็นรูปลิ่มหยัก ขอบใบหยักเป็นแฉกลึก
    • ก้านใบยาวแผ่ออกเป็นกาบ
    • ดอกมีขนาดเล็กสีขาว
    • ผลมีลักษณะกลมรี สีน้ำตาล มีขนาดเล็กมาก

รสชาติ

  • ผักชี:
    • มีกลิ่นหอมฉุน
    • รสชาติเผ็ดเล็กน้อย
  • ขึ้นฉ่าย:
    • มีกลิ่นหอมอ่อน
    • รสชาติหวานมัน

สรรพคุณ

  • ผักชี:
    • บำรุงธาตุ
    • แก้ท้องอืด
    • ขับลม
    • แก้เบื่ออาหาร
    • ขับเสมหะ
    • ลดความดันโลหิต
  • ขึ้นฉ่าย:
    • บำรุงธาตุ
    • ขับลม
    • แก้ท้องอืด
    • แก้ปวดท้อง
    • ขับเสมหะ
    • บำรุงสายตา
    • แก้พิษร้อน

สรุป

  • ผักชีและขึ้นฉ่ายมีลักษณะ ใบ รสชาติ และสรรพคุณที่แตกต่างกัน
  • ผักชีมีกลิ่นหอมฉุน รสเผ็ดเล็กน้อย นิยมใช้โรยหน้าอาหาร
  • ขึ้นฉ่ายมีกลิ่นหอมอ่อน รสหวานมัน นิยมใช้ทำต้มจืด

แหล่งข้อมูลhttps://www.sanook.com/news/9463650/